มีคำถามที่หลายครั้งมักมีคนถามผมว่า Outboard gear กับ Plugins อะไร? ดีกว่ากัน เป็นคำถามที่ผมมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว แต่ก็ตอบได้ยากคงต้องนั่งคุยกันสักปีเห็นจะได้ ถามคนไม่มี Outboard เลย ก็จะบอกว่า Plug เอาอยู่ เหมือนกันถามคนที่มี Outboard มากๆก็ต้องเชียร์ Outboard gear
ถ้าจะให้ผมฟันธงลงไป (กล้าๆหน่อย) ถ้าถามว่าอะไรดีกว่ากันเอาในแง่ของ Sound อย่างเดียวไม่เอาผลกระทบอื่นๆมาเป็นตัวแปล มันก็แน่นอนหล่ะครับ Outboard gear มั่นดีกว่าหลายขุมครับ (ผมเทียบกรณี Plugin ระดับ Top กับ Outboard gear ระดับ Top นะครับ)
ทำไมนะเหรอ?ครับ ถ้า Outboard ไม่ดีจริงประเด็นคือมันคงอยู่ไม่ได้ถึงทุกวันนี้ และยังมีการพัฒนา และผลิตรุ่นใหม่ๆออกมาเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง และอีกประการคือถ้า Outboard ไม่ดี Plugin ก็จะไม่พยายามที่จะจำลองมันมา และสาระสุดท้ายก็คือ Plugin ดีๆก็มักจะบอกว่า "จำลองมาจาก Outboard Gear" ต่างๆ ซึ่งมันก็คือ "จำลอง" นั่นเอง
ถึงจะเป็นเช่นนี้ แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่า Plugin ไม่สามารถทำงานดีๆได้นะครับ หรือคนที่มี Outboard gear ดีๆแล้วจะทำงานได้ดีกว่าคนที่ใช้แต่ Plugin นะครับ ทั้งนี้อยู่ที่ความเข้าใจขั้นตอน ขบวนการ และอุปนิสัยของสิ่งที่เรากำลังใช้งาน และความคาดหวังในผลของงานนั่นเอง
ระบบการทำงานในปัจจุบันที่ทั่วโลกยอมรับ และถือว่าให้ผลดีที่สุดก็คือการทำงานในแบบ Hybrid System ซึ่งผสมผสานระหว่าง Plugin และ Outboard gear ได้อย่างสมดุลย์ อย่างมีเหตุ มีผล ซึ่งผลที่ได้จะได้ผลลัพท์ที่สมบูรณ์ที่สุดในเวลานี้ ซึ่งเป็นที่นิยมไปทั่ว
สุดท้ายไม่ว่าคุณจะทำงานบนระบบไหนเป็นสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานคือความเข้าใจในสิ่งที่ทำ ที่ใช้ และเดินทางไปสู่เป้าหมายของงานได้อย่างสมบูรณ์ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งมันอาจต้องอาศัยทั้งสองอย่างร่วมกัน มากกว่าจะตั้งแง่ แล้วมองว่าอะไรดีกว่าอะไร!
17 เมษายน 2556
loundness war สงครามความดัง
เมื่อพูดถึงสุดสายท้ายงาน เราก็จะพูดถึงขบวนการทางด้านการทำ Mastering ซึ่งแน่นอนประเด็นหนึ่งในหลายๆข้อที่เราต้องพูดถึงกันเสมอก็คือ Loundness war หรือสงครามความดัง
ทำไมหยิบเรื่องนี้มาคุยกันอีก ก็เพราะว่าผมได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนที่อยู่ในอเมริกา และสอบถามเรื่อง Mastering กับความสำคัญของงาน เพื่อนผมที่อยู่ที่อเมริกาได้บอกว่าที่นี่ให้ความสำคัญกับขบวนการนี้มาก และทุกคนจะพยายามทำให้ไม่ดังโดนเน้น Dynmic range เป็นสำคัญ
ซึ่งยังผิดกับบ้านเราที่ยังขาดความเข้าใจ และพยายามกระโจนเข้าสู่สนามแห่งความดังอยู่เนืองๆ ซึ่งผลที่ได้ ทำให้เพลงขาดความน่าฟัง ขาดความเป็นดนตรี ทุกอย่างเหมือนหน้ากระดาน ถ้าเปรียบผู้หญิงก็แบนหล่ะครับ หาทรวดทรงไม่เจอ
ต้องยอมรับว่าบ้านเรายังขาดความเข้าใจในเรื่องการทำ Mastering อยู่มาก ถึงมากสุด ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าบ้านเราไม่มีคนที่เข้าใจหรือทำไม่เป็น เพียงแต่เทคโนโลยีด้านการทำ Mastering ก็ไม่ต่างไปจากขบวนการอื่นๆที่มีขั้นตอน และการพัฒนาเดินหน้าอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในแต่ละยุคของมันก็มีกรรมวิธีการที่แตกต่างออกไป
ที่น่ากลัวและเลวร้ายที่สุดก็คือ การฟังและเชื่อโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ผมไม่ได้บอกคุณต้องฟังเพลงเพื่อหาพระแสงอะไร? เพียงแต่ถ้าคุณฟังเพื่อผ่อนคลาย เพื่อความบันเทิง ฟังไปก็ผ่านไปครับ เอาชิลล์ไว้ก่อน แต่หากคุณฟังเพื่อเรียนรู้ เพื่อศึกษา ก็ต้องแยกแยะ วิเคราะห์ และหาความรู้เพิ่มเติมจากงานที่คุณฟังด้วย งานดีไม่ใช่งานค่ายเสมอไป และงานอินดี้ ไม่ใช่งานด้อยคุณภาพเสมอไป
ทุกงานมีคุณค่าในตัวมันเอง ดังนั้นการฟังงานอย่างมีเหตุผลถือเป็นสิ่งสำคัญ หลายงานในค่ายเป็นงานที่ดี และหลายงานก็แย่ งานอินดี้หรือค่ายอิสระหลายๆงานก็เป็นงานที่แย่ แต่ก็มีหลายงานที่ดีมากๆ ดังนั้นควรเปิดใจให้กว้างฟังอย่างมีสติใช้เหตุและผล รวมถึงอารมย์ในการตัดสินใจ อย่าให้แค่คำว่า "เสียงดัง" เข้ามาเป็นตัวกำหนดคุณภาพของงานอย่างเดียว น่าเบื่อครับ "เสียงดัง ตังค์มา"
ปล. ดังได้นะครับแต่ต้องดีด้วยฝากไว้ครับ
ป้ายกำกับ:
loundness,
loundness war,
Master,
Mastering
16 เมษายน 2556
เรื่องที่น่ากลัวในวงการเพลง
สวัสดีครับหายหน้าหายตาไปนานมาก มากเสียจนคิดว่าจะไม่กลับมาที่ Blog ซะแล้ว เหตุเพราะว่ากระแส Facebook ดึงให้ผม และคิดว่าอีกหลายคนก็คงเข้าไปวนเวียนอยู่ในนั้นจนลืมที่อื่นๆขนาดว่า MSN ยังต้องปิดตัวเลย
"เรื่องน่ากลัวในวงการเพลง" ที่ผมจั่วหัวมาขนาดนี้มันมีสาระขนาดนั้นเหรอ? ใช่ครับ เพราะอะไร? เพราะวันนี้ถ้าเราถามคนที่ฟังเพลงประเภทที่เราเรียกว่า หูทอง ส่วนใหญ่มากๆจะไม่ฟังเพลง หรือเสพเพลงสมัยนี้ และหรือก็อาจจะไม่ฟังเพลงไทยในยุคนี้ และด้วยคำพูดที่ว่า "เพลงไทยไม่น่าฟังเท่าเพลงต่างประเทศ" อืมมม! มั่นน่าคิดครับ
ส่วนนึงก็จะมีคนทำงานเบื้องหลังออกมาค้านและบอกว่า "พวกนี้ทำงานไม่เป็นเอาแต่ติ ลองมาทำดูซิ" ก็จริงครับ ในฐานะที่ผมเป็นทั้งคนทำและฟัง ผมก็มองว่าจริงครับ แต่! ถ้าคำพูดเหล่านั้นออกมาจากคนที่ตั้งใจทำงาน และมีความรู้ความสามารถอันนี้ก็แล้วไป แต่ส่วนใหญ่คนที่ตั้งใจทำงานมักไม่พูดเช่นนั้นครับ เท่าที่เจอ
ส่วนมากมักจะเป็นกลุ่มคนที่ทำงานสุกเอาเผากินเสียมากกว่า ซึ่งตลอดเวลาการทำงานของผม ผมมักได้ยินคนทำงานเบื้องหลังหลายคนพูดว่า "มึงจะลงทุนไปทำไมวะ สุดท้ายแม่งก็ฟังแค่ MP3" หรือไม่ก็ "ขอแค่ดัง ตังค์ก็มา" ก็โอเคครับ ถ้าคิดอย่างนี้ แต่พอโดนคนติเรื่องคุณภาพ กลุ่มเหล่านี้ก็จะเถียงคอเป็นเอ็นและรับไม่ได้กับสิ่งที่ได้ทำไว้
มันเหมือนหาสาระไม่ได้นะครับที่ผมเอื้อนเอ่ย! แต่อันที่จริงแล้วต้องยอมรับว่าถ้าเทียบขนาดของ Brand ของค่ายเพลงคือเอาระดับประเทศ/ระดับประเทศ ต้องยอมรับครับว่างานบ้านเรายังด้อยกว่าเค้ามาก ผมไม่ได้โทษคนทำครับ มันมีปัจจัยและองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งค่าจ้าง เครื่องมือ ความรู้ ฯลฯ ซึ่งองค์ประกอบเมื่อมารวมกัน มันก็ทำให้งานเราอาจมีปัญหาอยู่บ้าง ถึงมาก
แต่ตัวการใหญ่ที่สุดในการทำลายคุณภาพงานเพลงก็คือ "ความคิด" ความคิดที่ไม่คิดจะพัฒนา ความคิดที่ติดอยู่แค่ผลประกอบการ ทั้งหมดทั้งมวลมันบั่นทอน คุณภาพของงาน แล้วเราจะเรียกร้องหาคุณภาพของงานได้อย่างไร ในเมื่อคนที่มีโอกาสทำงานดีๆ ยังไม่ปรับทัศนะคติทางความคิดในการทำงาน แค่นี้เราก็ด้อยกว่าเค้าเยอะครับ
03 กันยายน 2555
Digital และ Analog ?
Digital และ Analog ?
จั่วหัวมาอย่างนี้แน่นอนครับว่าเพื่อนๆคงจะเดากันออกแล้วว่าผมจะพูดถึงเรื่องอะไร ในโลกของการสร้างสรรค์บทเพลงนับตั้งแต่อดีตเท่าที่ผมจำความได้ ว่าได้เข้ามายุ่งเกี่ยว จวบจนถึงปัจจุบัน ณ.วันที่ผมยังมีโอกาสได้ทำงานที่รักนี้อยู่ ด้วยสุขภาพที่ยังไหว และด้วยใจที่ยังรัก
ผมเป็นคนหนึ่งที่ถือว่าโชคดีมากที่ได้เจอทั้งยุคเรืองรองของอดีต และยุคที่ดนตรีเหมือน Fast Food ที่สั่งด่วนเสร็จด่วนได้ ในยุคปัจจุบันก็แน่นอนมันคือโลกของ Digital และอดีตนั่นก็คือ Analog ถามว่ามันต่างกันไหม ตอบไม่อ้อมค้อม "มันต่างกันสิ้นเชิงครับ" แล้วอะไรมันดีกว่ากัน? ผมเชื่อว่าน้องๆ (คงต้องขอเรียกอย่างนี้) ที่เพิ่งจะอายุไม่เกิน 25 ปี ต้องบอกว่าคงมีโอกาสน้อยแล้วที่จะได้สัมผัสการทำงานในแบบ Analog 100%
เมื่อในอดีตเรามีของดีใช้จากวิศวกรอิเล็คทรอนิกส์ ปัจจุบันเรามีของดีใช้จากวิศวกรทางด้านซอฟท์แวร์ แต่ตอนนี้ผมว่าแนวทางทั้งคู่กำลังมาบรรจบกัน
เราเคยชื่นชอบรสชาติของความเป็นอนาล็อค แต่ก็เบื่อกับต้นทุนที่สูงมาก และการบำรุงดูแลรักษาที่ยากกว่าและการทำงานที่ต้องพิถีพิถันกว่า รวมถึงต้องทำงานกับมืออาชีพมากกว่าถึงจะดีกว่า และเราก็เคยชื่นชอบความชัดเจนที่มากกว่า และความสะดวกรวดเร็วที่มากกว่าของโลกดิจิตอล แต่สุดท้ายเราก็เบื่อกับซาวด์ที่บางๆ กรอบๆ แบนๆ และขาดความเป็นดนตรี (เชื่อผมเถอะว่าขาดจริงๆ)
แล้วอะไรมันดีที่สุด? วันนี้ผมเห็นว่า มันไม่มีอะไรดีที่สุด แต่ว่าการรู้จักเลือกใช้ การรู้จักทำงาน และการรู้จักมัน ไม่ว่ามันจะเป็น Digital หรือ Analog อันนั้นสำคัญสุด แล้วจึงเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน หรืออาจรวมไปถึงปัจจัย (เงิน) ด้วยก็ได้ครับ
วันนี้ทั่วโลก (Professional) ผมเชื่อกว่ากว่า 90% up ต่างยอมรับครับว่า Hybrid Technology กำลังมา และงานที่เราฟังส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้นด้วย นั่นหมายถึงว่าความเป็น Analog กำลังจะกลับมา ความเชื่อของผม ผมมองว่าซาวด์ที่ดีๆ กำลังจะกลับมา อันนี้ผมหมายถึงงานในไทยด้วยนะครับจากที่ได้ฟังจากงานคุณภาพต่างๆ รวมไปถึงการสังเกตุเด็กรุ่นใหม่ๆที่เริ่มหันมาหา Outboard ดีๆกันมากขึ้น ทั้งนี้ต้องบอกว่าคงเป็นที่ปัจจัยทางด้านอื่นๆเสริมด้วย เช่น มีผู้นำเข้าและตัวแทนผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมากขึ้น สุดท้ายคงเป็นที่การเสพซาวด์ที่เปลี่ยนไป
แน่นอนว่าคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นนักฟังเพลงจริงๆ คือฟังอย่างเดียวไม่คิดอะไรเลย ก็คงตัดสินใจที่ตัวเพลง กล่าวคือชอบก็ฟัง อันนี้จบครับ ไม่ต้องมีเหตุผลใดๆมาประกอบ แต่ว่าถ้าเป็นนักฟังตัวยงหน่อยที่ชอบฟังงานคุณภาพ หรือนักดนตรีที่มีสุนทรีย์ มีโลกส่วนตัวสูงๆหน่อย และคนที่ชอบซาวด์ หรือทำงานเกี่ยวข้องทางด้านนี้โดยตรง ผมว่าทุกคนคงตอบคำถามให้กับตัวเองได้ว่า Digital หรือ Analog กันแน่ที่เป็นคำตอบของคุณ
ค่ายผู้พัฒนา Plugins ใหม่ๆก็พยายามที่จะสรรค์สร้างโปรแกรมที่ Simulate Hardwae ออกมาให้เหมือนจริงมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงงานที่ดีจริงๆบนโลกใบนี้ยังคงใช้ Outboard และ Analog Tape ในการทำงานอยู่ ทุกคนเสพซาวด์นั้นแล้วก็ชอบ และเริ่มเบื่อ Digital มากขึ้นก็ทำให้มี Plugin ใหม่ๆที่ Simulate Tape Machine เกิดขึ้นมากมาย นั่นแปลว่า การกระสันหาซาวด์ที่ Satuation ในแบบ Tape กำลังกลับมาได้รับความนิยม และเป็นที่ต้องการนั่นเอง
ดังนั้นไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่ยุคสมัยก็ตามที ความเป็น Analog ก็จะยังคงอยู่ ถึงแม้ว่ากระบวนการ Processing จาก DSP หรือ CPU จะพัฒนาไปเพียงใดก็ตาม ในความเชื่อผมก็ไม่สามารถที่จะมาทดแทน Analog ได้ เสมือนว่าไม่ว่าเครื่องดนตรีจะพัฒนาไปมากเพียงใด สุดท้ายก็ต้องอยู่ที่ทักษะของผู้เล่นอยู่ดี
จั่วหัวมาอย่างนี้แน่นอนครับว่าเพื่อนๆคงจะเดากันออกแล้วว่าผมจะพูดถึงเรื่องอะไร ในโลกของการสร้างสรรค์บทเพลงนับตั้งแต่อดีตเท่าที่ผมจำความได้ ว่าได้เข้ามายุ่งเกี่ยว จวบจนถึงปัจจุบัน ณ.วันที่ผมยังมีโอกาสได้ทำงานที่รักนี้อยู่ ด้วยสุขภาพที่ยังไหว และด้วยใจที่ยังรัก
ผมเป็นคนหนึ่งที่ถือว่าโชคดีมากที่ได้เจอทั้งยุคเรืองรองของอดีต และยุคที่ดนตรีเหมือน Fast Food ที่สั่งด่วนเสร็จด่วนได้ ในยุคปัจจุบันก็แน่นอนมันคือโลกของ Digital และอดีตนั่นก็คือ Analog ถามว่ามันต่างกันไหม ตอบไม่อ้อมค้อม "มันต่างกันสิ้นเชิงครับ" แล้วอะไรมันดีกว่ากัน? ผมเชื่อว่าน้องๆ (คงต้องขอเรียกอย่างนี้) ที่เพิ่งจะอายุไม่เกิน 25 ปี ต้องบอกว่าคงมีโอกาสน้อยแล้วที่จะได้สัมผัสการทำงานในแบบ Analog 100%
เมื่อในอดีตเรามีของดีใช้จากวิศวกรอิเล็คทรอนิกส์ ปัจจุบันเรามีของดีใช้จากวิศวกรทางด้านซอฟท์แวร์ แต่ตอนนี้ผมว่าแนวทางทั้งคู่กำลังมาบรรจบกัน
เราเคยชื่นชอบรสชาติของความเป็นอนาล็อค แต่ก็เบื่อกับต้นทุนที่สูงมาก และการบำรุงดูแลรักษาที่ยากกว่าและการทำงานที่ต้องพิถีพิถันกว่า รวมถึงต้องทำงานกับมืออาชีพมากกว่าถึงจะดีกว่า และเราก็เคยชื่นชอบความชัดเจนที่มากกว่า และความสะดวกรวดเร็วที่มากกว่าของโลกดิจิตอล แต่สุดท้ายเราก็เบื่อกับซาวด์ที่บางๆ กรอบๆ แบนๆ และขาดความเป็นดนตรี (เชื่อผมเถอะว่าขาดจริงๆ)
แล้วอะไรมันดีที่สุด? วันนี้ผมเห็นว่า มันไม่มีอะไรดีที่สุด แต่ว่าการรู้จักเลือกใช้ การรู้จักทำงาน และการรู้จักมัน ไม่ว่ามันจะเป็น Digital หรือ Analog อันนั้นสำคัญสุด แล้วจึงเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน หรืออาจรวมไปถึงปัจจัย (เงิน) ด้วยก็ได้ครับ
วันนี้ทั่วโลก (Professional) ผมเชื่อกว่ากว่า 90% up ต่างยอมรับครับว่า Hybrid Technology กำลังมา และงานที่เราฟังส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้นด้วย นั่นหมายถึงว่าความเป็น Analog กำลังจะกลับมา ความเชื่อของผม ผมมองว่าซาวด์ที่ดีๆ กำลังจะกลับมา อันนี้ผมหมายถึงงานในไทยด้วยนะครับจากที่ได้ฟังจากงานคุณภาพต่างๆ รวมไปถึงการสังเกตุเด็กรุ่นใหม่ๆที่เริ่มหันมาหา Outboard ดีๆกันมากขึ้น ทั้งนี้ต้องบอกว่าคงเป็นที่ปัจจัยทางด้านอื่นๆเสริมด้วย เช่น มีผู้นำเข้าและตัวแทนผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมากขึ้น สุดท้ายคงเป็นที่การเสพซาวด์ที่เปลี่ยนไป
แน่นอนว่าคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นนักฟังเพลงจริงๆ คือฟังอย่างเดียวไม่คิดอะไรเลย ก็คงตัดสินใจที่ตัวเพลง กล่าวคือชอบก็ฟัง อันนี้จบครับ ไม่ต้องมีเหตุผลใดๆมาประกอบ แต่ว่าถ้าเป็นนักฟังตัวยงหน่อยที่ชอบฟังงานคุณภาพ หรือนักดนตรีที่มีสุนทรีย์ มีโลกส่วนตัวสูงๆหน่อย และคนที่ชอบซาวด์ หรือทำงานเกี่ยวข้องทางด้านนี้โดยตรง ผมว่าทุกคนคงตอบคำถามให้กับตัวเองได้ว่า Digital หรือ Analog กันแน่ที่เป็นคำตอบของคุณ
ค่ายผู้พัฒนา Plugins ใหม่ๆก็พยายามที่จะสรรค์สร้างโปรแกรมที่ Simulate Hardwae ออกมาให้เหมือนจริงมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงงานที่ดีจริงๆบนโลกใบนี้ยังคงใช้ Outboard และ Analog Tape ในการทำงานอยู่ ทุกคนเสพซาวด์นั้นแล้วก็ชอบ และเริ่มเบื่อ Digital มากขึ้นก็ทำให้มี Plugin ใหม่ๆที่ Simulate Tape Machine เกิดขึ้นมากมาย นั่นแปลว่า การกระสันหาซาวด์ที่ Satuation ในแบบ Tape กำลังกลับมาได้รับความนิยม และเป็นที่ต้องการนั่นเอง
ดังนั้นไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่ยุคสมัยก็ตามที ความเป็น Analog ก็จะยังคงอยู่ ถึงแม้ว่ากระบวนการ Processing จาก DSP หรือ CPU จะพัฒนาไปเพียงใดก็ตาม ในความเชื่อผมก็ไม่สามารถที่จะมาทดแทน Analog ได้ เสมือนว่าไม่ว่าเครื่องดนตรีจะพัฒนาไปมากเพียงใด สุดท้ายก็ต้องอยู่ที่ทักษะของผู้เล่นอยู่ดี
02 มิถุนายน 2555
มิกซ์บนคอมเสร็จแล้ว..ก่อนนำไปปั๊ม CD ..ต้องทำ MASTERING ?
สำหรับหัวข้อนี้พอดีกับผมลองไปค้นหาใน Google คำว่า "การทำ Mastering" แล้วไปเจอคำถามนี้ซึ่งเป็นคำถามเก่าที่อยู่ในกระทู้ของ Webboard ของ www.patid.com ซึ่งกระทู้นี้ได้ปิดไปแล้ว ซึ่งเนื้อหาภายในได้ถามถึงว่า หากเรา Mix เพลงในคอมพิวเตอร์เสร็จแล้ว มีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องส่งไปทำ Master ที่สตูดิโอใหญ่ๆ (ซึ่งเค้าหมายถึง Mastering Studio) แล้วมันมีข้อดี หรือข้อด้อยอย่างไร ซึ่งผมก็เห็นว่ามีหลายคนสนใจในเรื่องนี้ หรืออาจเคยตั้งคำถาม หรืออาจจะมีคำถามอย่างนี้อยู่ในใจ
โดยส่วนตัวผมแล้วผมก็รับทำ Mastering อยู่ ก็เลยอยากเข้ามาตอบในประเด็นนี้ และมาคลายข้อสงสัยให้กับเพื่อนๆ ที่อาจมีคำถามอย่างนี้อยู่ในใจ ซึ่งผมขอตอบแยกเป็นสองประเด็นนะครับคือ จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องส่งไปทำ Master กับอีกประเด็นคือ เรื่องข้อดี ด้อย นะครับ
1. จำเป็นหรือไม่ต้องส่งไปทำ Master
ตอบ
สำหรับคำถามนี้นั้นคงตอบแบบฟันธงไม่ได้เลยทีเดียว เพราะความจำเป็นของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของการนำงานไปใช้ หรือเป้าหมายสุดท้ายของงานเป็นส่วนสำคัญ เช่น หากเราต้องการทำเพลงเล่นๆ หรือฝึกฝน อันนี้ก็อาจไม่จำเป็นที่จะต้องส่งทำ Mastering หรือว่าหากเราต้องการเรียนรู้การทำ Mastering ก็อาจต้องทำด้วยตนเอง กรณีนี้ก็อาจไม่ต้องส่งก็ได้ แต่ในกรณีนี้อาจจะจ้าง Master ก็ได้เพราะเราก็จะได้ไปดูการทำงานของ Mastering En
แต่หากในกรณีที่งานของเราต้องการนำไปเผยแพร่ หรือต้องการงานที่มีคุณภาพสูง อันนี้ก็จำเป็นที่จะต้องจ้าง Mastering En ในการทำงานให้กับเรา เพราะด้วยประสพการณ์ของ Engineer เอง รวมถึงเครื่องมือที่ใช้ก็จะทำให้ Mix ของเรานั้นสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งประเด็นที่สำคัญอีกประการคือ Mastering En จะไม่คุ้นเคยกับเพลงของเรา เมื่อเปลี่ยนคนฟัง หรือมีคนช่วยฟังงาน ก็จะทำให้เห็นถึงข้อดี หรือปัญหาที่อยู่ใน Mix นั้นๆ ซึ่งหากเราทำ Mastering เอง ปัญหาหนึ่งคือเราอยู่กับ Mix นั้น นานๆ อาจทำให้เราไม่เห็นจุดเด่น จุดด้อยในงานนั้นๆ
2. ข้อดี ข้อด้อย
ตอบ
เรื่องข้อดี และข้อด้อย นั้นตอบกันจริงๆก็จะยาว แต่ตามความเห็นของผมข้อดีจะมีมากกว่า ข้อด้อย ถ้าจะให้ตอบข้อด้อยที่เป็นสาระสำคัญก่อนก็คือ เราไม่ได้ทำเอง และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
แต่อันที่จริงแล้วนั้นข้อดีจะมีมากกว่า เพราะการทำ Master ด้วย Software และ Hardware Mastering grade นั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากทั้งในเรื่องคุณภาพเสียง และในเรื่องของ Head room ซึ่งทำให้ Output ที่ได้นั้นแตกต่างกัน อีกเรื่องที่คนมองว่าการจ้างทำ Mastering นั้นมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่อันที่จริงแล้วถือว่าคุ้มค่ามากต่อการลงทุน เพราะการที่เราจะซื้อเครื่องมือสำหรับการทำ Mastering ดีๆมาใช้ในงานเรานั้นคงไม่คุ้มค่าแน่ เพราะรวมๆแล้วเครื่องมือทำมาสเตอร์นั้นมีราคาเริ่มกันตั้งแต่ หลักแสนขึ้นไปเป็นฐานเริ่มต้น ไปจนถึงหลักล้าน ถ้าจะซื้อมาเพื่อทำงานก็คงถอนทุนกันยาก ดังนั้นการจ้างจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากว่าและเป็นคำตอบที่สมเหตุสมผลกว่านั่นเอง
หวังว่าบทความนี้คงคลายข้อสงสัยหรือคำตอบได้บ้าง แต่หากเพื่อนๆยังมีคำถามก็ส่งคำถามมาถามกันได้นะครับที่ Jumpodt@gmail.com หรือโทรสอบถามพูดคุยกันได้ครับ 080-9998737 ก็ยินดีแลกเปลี่ยนทัศนะความเห็นครับ
โดยส่วนตัวผมแล้วผมก็รับทำ Mastering อยู่ ก็เลยอยากเข้ามาตอบในประเด็นนี้ และมาคลายข้อสงสัยให้กับเพื่อนๆ ที่อาจมีคำถามอย่างนี้อยู่ในใจ ซึ่งผมขอตอบแยกเป็นสองประเด็นนะครับคือ จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องส่งไปทำ Master กับอีกประเด็นคือ เรื่องข้อดี ด้อย นะครับ
1. จำเป็นหรือไม่ต้องส่งไปทำ Master
ตอบ
สำหรับคำถามนี้นั้นคงตอบแบบฟันธงไม่ได้เลยทีเดียว เพราะความจำเป็นของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของการนำงานไปใช้ หรือเป้าหมายสุดท้ายของงานเป็นส่วนสำคัญ เช่น หากเราต้องการทำเพลงเล่นๆ หรือฝึกฝน อันนี้ก็อาจไม่จำเป็นที่จะต้องส่งทำ Mastering หรือว่าหากเราต้องการเรียนรู้การทำ Mastering ก็อาจต้องทำด้วยตนเอง กรณีนี้ก็อาจไม่ต้องส่งก็ได้ แต่ในกรณีนี้อาจจะจ้าง Master ก็ได้เพราะเราก็จะได้ไปดูการทำงานของ Mastering En
แต่หากในกรณีที่งานของเราต้องการนำไปเผยแพร่ หรือต้องการงานที่มีคุณภาพสูง อันนี้ก็จำเป็นที่จะต้องจ้าง Mastering En ในการทำงานให้กับเรา เพราะด้วยประสพการณ์ของ Engineer เอง รวมถึงเครื่องมือที่ใช้ก็จะทำให้ Mix ของเรานั้นสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งประเด็นที่สำคัญอีกประการคือ Mastering En จะไม่คุ้นเคยกับเพลงของเรา เมื่อเปลี่ยนคนฟัง หรือมีคนช่วยฟังงาน ก็จะทำให้เห็นถึงข้อดี หรือปัญหาที่อยู่ใน Mix นั้นๆ ซึ่งหากเราทำ Mastering เอง ปัญหาหนึ่งคือเราอยู่กับ Mix นั้น นานๆ อาจทำให้เราไม่เห็นจุดเด่น จุดด้อยในงานนั้นๆ
2. ข้อดี ข้อด้อย
ตอบ
เรื่องข้อดี และข้อด้อย นั้นตอบกันจริงๆก็จะยาว แต่ตามความเห็นของผมข้อดีจะมีมากกว่า ข้อด้อย ถ้าจะให้ตอบข้อด้อยที่เป็นสาระสำคัญก่อนก็คือ เราไม่ได้ทำเอง และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
แต่อันที่จริงแล้วนั้นข้อดีจะมีมากกว่า เพราะการทำ Master ด้วย Software และ Hardware Mastering grade นั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากทั้งในเรื่องคุณภาพเสียง และในเรื่องของ Head room ซึ่งทำให้ Output ที่ได้นั้นแตกต่างกัน อีกเรื่องที่คนมองว่าการจ้างทำ Mastering นั้นมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่อันที่จริงแล้วถือว่าคุ้มค่ามากต่อการลงทุน เพราะการที่เราจะซื้อเครื่องมือสำหรับการทำ Mastering ดีๆมาใช้ในงานเรานั้นคงไม่คุ้มค่าแน่ เพราะรวมๆแล้วเครื่องมือทำมาสเตอร์นั้นมีราคาเริ่มกันตั้งแต่ หลักแสนขึ้นไปเป็นฐานเริ่มต้น ไปจนถึงหลักล้าน ถ้าจะซื้อมาเพื่อทำงานก็คงถอนทุนกันยาก ดังนั้นการจ้างจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากว่าและเป็นคำตอบที่สมเหตุสมผลกว่านั่นเอง
หวังว่าบทความนี้คงคลายข้อสงสัยหรือคำตอบได้บ้าง แต่หากเพื่อนๆยังมีคำถามก็ส่งคำถามมาถามกันได้นะครับที่ Jumpodt@gmail.com หรือโทรสอบถามพูดคุยกันได้ครับ 080-9998737 ก็ยินดีแลกเปลี่ยนทัศนะความเห็นครับ
ป้ายกำกับ:
มาสเตอร์,
มาสเตอร์ริ่ง,
Master,
Mastering
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)